XERF คืออะไร? โปรแกรมยกกระชับหน้า Dual-Frequency RF โดยไม่เน้นลดไขมัน

XERF คือ นวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยเทคโนโลยี Dual-Frequency Monopolar RF (ส่งพลังงาน 6.78 MHz และ 2MHz พร้อมกัน) จุดเด่นคือการ “จัดเรียงไขมัน” (Fat Realignment) แทนการทำลายไขมัน ช่วยให้ผิวแน่นเฟิร์มและยกกระชับได้ลึกถึงชั้น SMAS โดยไม่ทำให้หน้าตอบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคง Baby Fat เพื่อใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ ที่ Behap Wellness Clinic เราใช้เทคนิค Anatomical Mapping และขั้นตอนเตรียมผิวด้วย Hydration-Optimized Protocol เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

XERF คืออะไร? ทำไมถึงเป็นเทรนด์ใหม่ของการยกกระชับ

XERF พัฒนาโดยบริษัท Cynosure  Lutronic คือเรื่องยกกระชับกลุ่ม Monopolar RF เครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบ Dual-Frequency ซึ่งแตกต่างจากเครื่อง RF ทั่วไปในตลาดที่มักเน้นการสลายไขมันเพียงอย่างเดียว

หัวใจสำคัญของ Xerf คือการ “พยุงโครงสร้าง” ไม่ใช่ “ทำลายไขมันเพื่อลดวอลลุ่ม”

  • พยุงเส้นเอ็นแนวตั้ง (Vertical Retaining Ligaments): ช่วยให้เซลล์ไขมันที่หย่อนคล้อยกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น
  • ไม่ทำลายเบบี้แฟต (Preserve Baby Fat): ป้องกันปัญหา “หน้าตอบ” หรือ “แก้มตอบ” หลังทำ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนไทยหลายคนกังวลมากที่สุด
  • ฟื้นฟูคุณภาพผิว: กระตุ้นคอลลาเจนที่ผิวชั้นบน ช่วยให้รูขุมขนเรียบเนียน ผิวแน่น และสุขภาพดี

เหมาะกับผู้ที่กลัว “หน้าตอบ” จากเครื่องยกกระชับบางชนิด และต้องการให้คุณภาพผิวดีขึ้นพร้อมกับผิวที่ยกกระชับ

Xerf ลงลึกถึงชั้น SMAS

XERF ทำงานอย่างไร? เจาะลึกความต่างของ 2 คลื่นความถี่

XERF ส่งพลังงานลงสู่ผิวแบบครอบคลุมทุกมิติ (Multi-layer Stimulation) ดังนี้

คลื่นความถี่ 6.78 MHz – ผิวชั้นตื้นและชั้นกลาง (Dermis)

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • เสริมคุณภาพผิวให้แน่นเฟิร์ม
  • ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • รูขุมขนดูกระชับ

คลื่นความถี่ 2 MHz – โครงสร้างผิวชั้นลึก (Deep Dermis & SMAS)

  • ลงลึกถึงชั้น deep dermis และ SMAS
  • กระตุ้นคอลลาเจนใหม่
  • เสริมความแข็งแรงให้เส้นเอ็นใต้ผิวเพื่อพยุงไขมัน
  • ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น

ทำให้ได้ผลลัพธ์ในการยกกระชับผิวที่สมดุล ไม่ทำลายไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวเช่นกัน

XERF ดีไหม?

Xerf เหมือนกับหัตถการอื่นๆ ที่อาจเหมาะสมสำหรับโครงสร้างหน้า ปัญหา และผลลัพธ์ที่ต้องการเฉพาะ ไม่ได้เหมาะกับทุกปัญหาหรือโครงสร้างผิว โดย

เหมาะสำหรับผู้ที่:

  • ต้องการยกกระชับพร้อมปรับคุณภาพผิว
  • ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
  • ผิวเริ่มหย่อนระดับต้นถึงปานกลาง
  • กังวลเรื่องการสูญเสียไขมันใบหน้า

ไม่เหมาะสำหรับ:

  • ผิวหย่อนรุนแรง
  • ต้องการผลลัพธ์ระดับศัลยกรรม

ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูความเหมาะสมก่อนการทำหัตถการ

Xerf vs Thermage vs Ulthera

XERF vs Thermage vs Ultherapy Prime ต่างกันอย่างไร?

เมื่อพูดถึงเครื่องยกกระชับ โดยส่วนมากทุกคนจะเปรียบเทียบ 3 เครื่องยกกระชับผิวอย่าง Ultherapy Prime, Xerf, และ Thermage ซึ่งเป็นเครื่องยกกระชับที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและไม่ต้องทำบ่อยเหมือนกัน สรุปโดยสั้นทั้ง 3 เครื่องแตกต่างกันดังนี้

  • XERF → ยกกระชับ + จัดเรียงไขมัน + ปรับคุณภาพผิว เหมาะกับคนต้องการความกระชับ ดูแลผิว และไม่ต้องการสลายไขมัน
  • Thermage → กระชับผิว + สลายไขมัน เหมาะกับคนที่หน้ามีวอลุมมาก ต้องการลดไขมันอย่างชัดเจน
  • Ultherapy → ยกชั้น SMAS โดยตรง เหมาะกับคนผิวหย่อนคล้อยมาก

XERF
Thermage FLX
Ultherapy Prime
เทคโนโลยี
Dual-Frequency Monopolar RF
Single-Frequency Monopolar RF
Micro-Focused Ultrasound
ความลึกของพลังงาน
Dermis + Subcutaneous + SMAS
Dermis
SMAS
ความสามารถในการสลายไขมัน
จัดเรียงไขมันใหม่โดยไม่ทำลายเบบี้แฟต
สลายไขมันในชั้นผิว
ไม่ทำลายไขมัน
ความสบาย
ICD Cooling ทุกช็อต ทำให้รู้สึกสบายระหว่างทำ
ระบบสั่นและความเย็นเพื่อดึงความสนใจ
รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ลึกๆ
ผลข้างเคียง
อาจหน้าแดงเล็กน้อยจากพลังงาน
อาจหน้าแดงเล็กน้อยจากพลังงาน
ในช่วงสัปดาห์แรกอาจรู้สึกหน้าบวมได้ก่อนที่ผิวจะค่อยๆ กระชับมากขึ้น
เหมาะสำหรับ
ยกกระชับผิวแน่นเฟิร์ม จัดเรียงไขมัน เสริมคุณภาพผิว
ลดไขมัน ผิวแน่น
ยกกระชับผิวหย่อนคล้อยปานกลาง – มาก

แต่ละเครื่องมีจุดเด่นต่างกัน

การเลือกควรพิจารณาตามระดับความหย่อนและโครงสร้างใบหน้ารวมถึงปัญหาที่กังวล

skin hydration preparation

ทำ XERF ที่ไหนดี? ทำไมต้องที่ Behap Wellness Clinic

หากคุณกำลังมองหาว่าทำ Xerf ที่ไหนดี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล Behap Wellness Clinic มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าด้วยมาตรฐาน “Medical Sanctuary”

  1. Personalized Anatomical Mapping: แพทย์ของเราไม่ได้ยิงตามจำนวนช็อตแบบสูตรสำเร็จ แต่จะวิเคราะห์แนวเส้นเอ็น ตำแหน่งไขมันเฉพาะบุคคล เพื่อยกหน้าตามความเหมาะสมของโครงสร้างใบหน้า
  2. Hydration-Optimized Protocol (ขั้นตอนมาส์กหน้า): เราเป็นคลินิกที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมผิวเนื่องจากพลังงาน RF จะนำพาความร้อนได้ดีที่สุดในผิวที่มีความชุ่มชื้นสูง เราจึงมีขึ้นตอนการมาส์กหน้าเติมน้ำให้ผิวก่อนเริ่มทำ เพื่อให้พลังงานลงลึกและเห็นผลชัดเจน
  3. ทำหัตถการโดยแพทย์ทุกเคส
  4. เดินทางสะดวกมี สาขาอโศก (ตึก Jasmine Building ใกล้กับ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท) และสาขาบางนา (ใกล้กับ Mega Bangna)

ขั้นตอนการทำ XERF ที่ Behap Wellness Clinic

  • ปรึกษาแพทย์: ทำความเข้าใจปัญหาผิวและความต้องการ เพื่อวางแผนการรักษาแบบรายบุคคล
  • เตรียมผิวให้พร้อมก่อนการทำหัตถการ: มาส์กหน้าเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะความชุ่มชื้นของผิวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งพลังงานคลื่นวิทยุเข้าไปในชั้นผิวได้ในระดับที่ต้องการ ช่วยให้ผลลัพธ์ดีมากยิ่งขึ้น
  • ทำหัตถการ XERF: ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่คุณหมอแนะนำ
    • โดยปกติจะใช้ 300-600 ช็อตสำหรับทั่วทั้งใบหน้า และประมาณ 300-600 ช็อตสำหรับลำคอ
  • หลังทำเสร็จ: สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ต้องพักฟื้นโดยหมั่นบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดด

เห็นผลเมื่อไร?

  • เห็นผลหลังทำทันที 20-30% และค่อยๆ กระชับขึ้นภายใน 1–3 เดือน
  • สามารถทำซ้ำได้ทุกๆ 9 – 12 เดือน เพื่อคงผลลัพธ์ของหัตถการ

คำถามที่พบบ่อย

XERF เหมาะกับทุกสภาพผิวไหม?

XERF ไม่ได้เหมาะกับทุกสภาพผิว ในคนที่มีผิวหย่อนคล้อยมากอาจไม่เหมาะกับการทำ XERF เพราะความสามารถในการยกกระชับผิวไม่สูงเท่ากลุ่มเครื่องยกกระชับด้วย Ultrasound อย่าง Ulthera Prime เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับคนที่ผิวหย่อนคล้อยไม่มาก แต่หน้ามีวอลุมต้องการดูแลให้ผิวแน่นเฟิร์มและกระชับ

XERF ทำให้ไขมันหายไหม?

XERF ไม่ทำให้ไขมันหาย เพราะถูกออกแบบมาเพื่อ “จัดเรียง” (Realign) ไขมันให้เข้าที่และพยุงโครงสร้างผิว ไม่ได้เน้นการสลายไขมัน (Fat Melting) เหมือนเครื่อง RF รุ่นเก่า จึงปลอดภัยสำหรับคนที่กลัวหน้าตอบ

XERF เจ็บไหม?

ให้ความรู้สึกอุ่นสบาย ไม่ต้องพักฟื้น

การเตรียมผิวที่ Behap Wellness Clinic สำคัญอย่างไร?

ผิวที่ชุ่มชื้นเปรียบเสมือน “ตัวนำไฟฟ้า” ที่ดี การมาส์ดหน้าช่วยให้คลื่น RF ส่งพลังงานได้สม่ำเสมอ สูง และลึก ลดความเจ็บ และช่วยให้โครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนตอบสนองต่อความร้อนได้ดีขึ้น

สามารถทำ Xerf แทน Ultherapy Prime ได้ไหม?

XERF ไม่สามารถแทน Ultherapy Prime ได้ทั้งหมด แต่สามารถทำหัตถการร่วมกันได้ โดย Ultherapy Prime จะเน้นดึงชั้นกล้ามเนื้อ ส่วน XERF จะเน้นความแน่นของผิวและการจัดเรียงไขมันให้ดูละมุนเป็นธรรมชาติ

ต้องเตรียมตัวยังไงก่อนทำ XERF?

ควรดื่มน้ำเยอะๆ และทามอยส์เจอไรเซอร์ประจำ เพราะผิวที่ชุ่มชื้นช่วยให้พลังงาน RF ลงได้ลึกและใช้พลังงานได้สูง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์จากการทำหัตถการดีมากยิ่งขึ้น

จองปรึกษา XERF

การปรึกษาประกอบด้วย:

  • วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า
  • วางแผนพลังงานเฉพาะบุคคล
  • แนะนำแนวทางที่เหมาะสม

ให้บริการที่: อโศก และ บางนา

Behap Wellness Clinic อโศก โทร 096-549-4693

Behap Wellness Clinic บางนา โทร 092-391-9466

ติดต่อเพื่อจองคิวปรึกษาได้เลยที่ Line: @behapwellness

Sculptra สร้างคอลลาเจนอย่างไร ราคาเท่าไร เหมาะกับใคร

Sculptra สารกระตุ้นสร้างคอลลาเจน

โดยปกติร่างกายคนเรามีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาตลอด แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นความสามารถในการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติในชั้นหนังแท้จะลดลงไปถึง 1 ใน 5 และเมื่อเข้าใกล้วัยสูงอายุคอลลาเจนจะหายไปถึง 30-40% ผลที่เกิดขึ้นจากคอลลาเจนที่ลดลงคือ ผิวเริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ ไม่เต่งตึงเหมือนก่อน ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ ความแข็งแรงของผิวลดลง ใบหน้าหมองและเป็นรอยง่ายขึ้น

เพื่อฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและกระชับมากยิ่งขึ้น Sculptra จึงถูกคิดค้นขึ้นมาให้สามารถบำรุงผิวได้ตั้งแต่ต้นเหตุโดยการกระตุ้นคอลลาเจนให้แก่ผิว ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน ใบหน้าดูอ่อนวัยขึ้น และในบทความนี้ Behap จะมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันว่าแท้จริงแล้ว Sculptra คืออะไร ทำไมถึงสามารถช่วยเรื่องของการสร้างคอลลาเจนได้ มีข้อดี-ข้อเสีย วิธีการดูแลตัวเองอย่างไร แล้วจะตัดสินใจเลือกทำ Sculptra อย่างไรดี

Sculptra สารกระตุ้นสร้างคอลลาเจน

Sculptra คืออะไร?

Sculptra คือ สารที่ทำให้เกิดคอลลาเจนในรูปแบบของการฉีด ภายในประกอบไปด้วยอนุภาคของ PLLA หรือ Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อมาเติมเต็ม และยกกระชับใบหน้า ถือเป็นสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติตัวแรกของโลก

คอลลาเจนที่สร้างจากการกระตุ้นของ Sculptra จะเข้าไปทดแทนคอลลาเจนเก่าที่สูญเสียประสิทธิภาพไปเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกจากผลลัพธ์ด้านผิวที่กระชับ อิ่มฟู ยืดหยุ่นแล้ว คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ยังมีความสามารถในการสมานแผล และซ่อมแซมเนื้อเยื่อรวมถึงเซลล์ผิวในชั้นต่างๆ ได้อีกด้วย

การใช้ Sculptra ในทางการแพทย์มีมากว่า 20 ปี และมีงานวิจัยรองรับมากกว่า 50 ฉบับ โดยสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน PLLA หรือที่เรียกว่า “ไบโอสติมูเลเตอร์” (Biostimulator) ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) เป็นสารสังเคราะห์จากพืชที่ไม่ส่งข้างเคียงต่อร่างกาย มีความปลอดภัยในการใช้สำหรับทำหัตถการ และร่างกายเราสามารถย่อยสลายเองได้

ทำไมต้องเพิ่มคอลลาเจน? คอลลาเจนสำคัญอย่างไร?

คอลลาเจนเป็นโปรตีนสายยาวที่เปรียบเสมือนโครงสร้างหลักในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของร่างกาย เช่น ผิวหนัง เส้นเอ็น หรือหลอดเลือด โดยในผิวหนังของมนุษย์เรามีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบถึง 75% ซึ่งคอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการทำให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และช่วยเก็บความชุ่มชื้นไว้ภายในได้ ทำให้ผิวมีความเรียบเนียนและนุ่มลื่น

การสูญเสียคอลลาเจนไปตามการเวลาจึงทำให้คุณสมบัติของผิว เช่น ความแข็งแรง ยืดหยุ่น หรือความชุ่มชื้นหายไปด้วย มนุษย์เราจะสูญเสียคอลลาเจนโดยประมาณร้อยละ 1.5 ต่อปี ตั้งแต่เริ่มอายุ 25 ปี ทำให้ผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อย แห้งกร้าน และมีริ้วรอยเล็กบางส่วนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาผิวให้ดูอ่อนเยาว์และกระชับอยู่เสมอ

Sculptra ทำงานอย่างไร?

ในการฉีด Sculptra แพทย์จะทำการฉีดบริเวณชั้นผิว Subcutaneous ในบริเวณต่างๆ ของใบหน้าที่ต้องการให้มีคอลลาเจนใหม่เกิดขึ้น เช่น ขมับ หน้าแก้ม หรือบริเวณแก้มตอบ โดยจะใช้การฉีดกระจายยาให้ทั่วชั้นเพื่อให้ PLLA สามารถทำงานได้อย่างทั่วถึง PLLA จะเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นการเพิ่มเส้นใยไฟโบรบลาสต์ หรือ Fibroblast ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างเส้นใยคอลลาเจนรวมถึงอิลาสตินให้มากขึ้น

เมื่อปริมาณของคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างผิวภายในให้มีความกระชับ แข็งแรงมากยิ่งขึ้น โครงสร้างเหล่านี้จะช่วยพยุงชั้นผิวทำให้มีความนุ่มยืดหยุ่น พอเวลาผ่านไปเมื่อ Sculptra สลายหมดจะคงเหลือคอลลาเจนและอิลาสตินไว้เป็นโครงสร้างให้กับผิวประมาณ 2 ปี

นอกจากกระตุ้นสร้างคอลลาเจนแล้ว PLLA ยังช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วด้วย เพราะ PLLA เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะแปลงเป็นกรดแลคติกที่มีคุณสมบัติคล้ายกับ AHA จึงทำให้ผิวใสและเนียนนุ่มมากขึ้นด้วย และในกระบวนการตอนนี้เองที่ PLLA จะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติพร้อมกับการทำความสะอาดเซลล์ผิว

ขั้นตอนการฉีด Sculptra

  • แพทย์จะทำการตรวจประเมินผิว และให้คำแนะนำเกี่ยวกับหัตถการ วิธีการปฏิบัติก่อนและหลังทำหัตถการ
  • เตรียมยาโดยการผสม Sculptra เข้ากับ Sterile water
  • เมื่อถึงเวลาทำหัตถการแพทย์จะทำการฉีดยาชาและเริ่มฉีด Sculptra เข้าสู่ชั้นผิว Subcutaneous โดยใช้เข็มทู่ในการฉีด
  • หลังฉีดเสร็จสิ้นแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และวิธีการกระจายตัวยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

Sculptra ช่วยอะไรบ้าง?

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ปรับโครงสร้างผิวจากภายในให้แข็งแรง
  • แก้ไขปัญหาริ้วรอยตื้นให้ดูจางลง
  • ยกกระชับผิวที่อ่อนคล้อย
  • ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นกระจ่างใส
  • ผิวมีความนุ่ม ยืดหยุ่น และเรียบเนียนมากขึ้น
  • สร้างโครงสร้างผิวเป็นระยะเวลา 2 ปี
how sculptra works
how sculptra works 2
how sculptra works 3

Sculptra เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป มีผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น
  • ผู้ที่มีริ้วรอยตื้นและลึกเกิดจากวัยที่มากขึ้น
  • ผู้ที่ผิวขาดความอิ่มชุ่มชื้น
  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวแน่น อิ่มฟู มีความนุ่มลื่น
  • ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง
ผลลัพธ์ Sculptra
ผลลัพธ์ Sculptra
ผลลัพธ์ Sculptra
ผลลัพธ์ Sculptra

การดูแลตัวเองหลังการฉีด

  • นวดหน้าตามหลักการที่แพทย์แนะนำ โดยนวดเป็นประจำติดต่อกัน 5 วัน เพื่อให้ตัวยาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หมั่นทากันแดดเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดแรง เนื่องจากแสงแดดจะทำลายคอลลาเจนที่กำลังสร้างขึ้น
  • เลี่ยงการแต่งหน้า ทาครีมหนัก หลังฉีด 24 ชม. เพื่อให้รูเข็มปิดเรียบร้อย
  • เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ซาวน่า อบไอน้ำ 24 ชม.
  • เลี่ยงการทำหัตถการความงามอื่นๆ ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์เพื่อให้ตัวยาทำงานได้เต็มที่
วิธีนวด Sculptra
ราคา Sculptra

วิธีการนวด Sculptra เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

วิธีการนวดหน้าหลังฉีด Sculptra ให้ท่องไว้ว่า 5 5 5 คือการนวดครั้งละ 5 นาที วันละ 5 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง และใช้กำปั้นค่อยๆ นวดเลื่อนจากบริเวณหน้าผากไปทางขมับด้านข้าง
  2. ทำมือในลักษณะยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นแนบบริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง แล้วค่อยๆ เลื่อนจากหน้าแก้มออกไปบริเวณข้างแก้มพร้อมกัน โดยกดแล้วค่อยๆ เลื่อนอย่างช้าๆ
  3. ใช้อุ้งมือกดบริเวณช่วงข้างแก้มแล้วค่อยๆ นวดไล่จากด้านล่างขึ้นไปด้านบนจนถึงโหนกแก้ม ทำซ้ำไปมาหลายๆ ครั้ง เพื่อช่วยยกกระชับผิวหน้า
  4. ทำมือลักษณะเดียวกับขั้นตอนที่ 2 บริเวณคางแล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามแนวกราม

ราคา Sculptra ขวดละเท่าไร?

ราคา Promotion ที่ Behap Wellness Clinic

1 ขวด 29,990 บาท จากปกติ 35,000 บาท

2 ขวด 58,000 บาท

3 ขวด 85,000 บาท

4 ขวด 100,000 บาท

Sculptra ควรฉีดกี่ขวด เห็นผลกี่วัน?

ปริมาณในการฉีดที่แนะนำจะขึ้นอยู่กับบุคคล โดยมีวิธีประเมินเบื้องต้นง่ายๆ คือนำจำนวนอายุหาร 10 จะได้จำนวนขวดขั้นต้นที่แนะนำ สำหรับการฉีดให้ได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดควรฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้งโดยห่างกันครั้งละ 1 เดือน เริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 และเห็นผลลัพธ์เต็มที่ในเดือนที่ 4 ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้หากมีปัญหาความหย่อนคล้อยหรือคอลลาเจนที่สูญเสียมากอาจใช้ปริมาณที่เยอะขึ้น ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

Sculptra ต่างกับหัตถการงานผิวอื่นๆ อย่างไร?

หัตถการงานผิวแต่ละประเภทจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติเฉพาะตัวของยานั้นๆ ในกลุ่มที่เป็นงานผิวบางชนิดอาจมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวเพื่อให้ได้คุณภาพผิวที่ดียิ่งขึ้น ความต่างในคอลลาเจนที่ฉีดของงานผิวคือเน้นที่ผลลัพธ์ในระยะสั้น – กลาง ทำให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ นุ่มลื่น ส่วนคอลลาเจนที่เกิดจากการฉีด Sculptra จะเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างให้กับชั้นผิว ได้ผลลัพธ์ในระยะกลาง – ยาว ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ยกกระชับ และคุณภาพผิวที่ดีมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากต้องการให้ผิวดูดีเปล่งปลั่งอย่างเร่งด่วน การหัตถการด้านงานผิวจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าต้องการฟื้นฟูผิวในระยะยาว สร้างความแข็งแรงให้กับผิว รวมถึงทำให้ผิวยกกระชับมากยิ่งขึ้น การทำ Sculptra จะตอบโจทย์กว่า

Q&A ถามตอบเกี่ยวกับ Sculptra

Q: สามารถฉีด Sculptra ได้ทุกคนหรือไม่

A: สำหรับการฉีด Sculptra ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี, หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร, ผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง, ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเกิดการอักเสบในตำแหน่งที่ทำ, ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเม็ดเลือดและภาวะเลือดไหลผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว, ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือก, ผู้ที่มีประวัติการแพ้ PLLA เป็นต้น

 

Q: Sculptra ต่างกับการฉีด Filler ไหม?

A: การฉีด Filler และ Sculptra แตกต่างกันที่วิธีการ ผลลัพธ์ และตัวยาที่ใช้ โดย Filler จะใช้เป็นสารกลุ่ม HA หรือ Hyarulonic Acid ใช้ในการเติมเต็มบริเวณที่ต้องการ สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่ไม่ช่วยในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนของชั้นผิว นิยมเติมกันเป็นบริเวณๆ ในขณะที่ Sculptra จะเป็นสารกลุ่ม PLLA ที่ช่วยในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ใช้วิธีการฉีดทั่วหน้าเพื่อให้เกิดการสร้างโครงสร้างผิวทั้งหมด ผลลัพธ์จะไม่เห็นในทันทีต้องใช้เวลาในการสร้างประมาณ 4-8 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น   ดังนั้นความต่างสำคัญจึงอยู่ที่ Sculptra ให้ผลลัพธ์แบบองค์รวมในขณะที่ Filler ช่วยเติมเต็มในจุดที่ต้องการ

 

Q: ฉีด Sculptra ไปแล้วมีผลข้างเคียงอะไรไหม?

A: หลังทำหัตถการเสร็จอาจมีอาการปวด บวม หรือเป็นรอยแดงบริเวณที่ฉีดได้ โดยสามารถหายไปเองใน 2-3 วัน

 

Q: ฉีด Sculptra เสร็จแล้วทำหัตถการอื่นต่อได้เลยไหม?

A: หลังการฉีด Sculptra แนะนำเว้นระยะ 2-4 สัปดาห์ก่อนที่จะไปทำหัตถการอื่นๆ โดยปรึกษาแพทย์ผู้ทำหัตถการเพิ่มเติมสามารถทำหัตถการที่ต้องการได้หลังเว้นระยะกี่สัปดาห์ เนื่องจากแต่ละหัตถการสามารถส่งผลต่อ PLLA ใน Sculptra ได้แตกต่างกัน

สรุป

Sculptra เป็น Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว โดยมีสาร PLLA เป็นองค์ประกอบหลัก ช่วยให้ผิวยกกระชับ และฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการการดูแลครอบคลุม ไม่ต้องทำหัตถการบ่อย และได้ผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ โดยให้ผลลัพธ์นานถึง 2 ปี ตัวยามีความปลอดภัยได้รับการรับรองจากทั้ง US FDA และอย.ไทย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและปรึกษาแพทย์ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยเพิ่มเพื่อน Line: @behapwellness

Sculptra เหมาะกับใคร

Hycoox สุดยอดนวัตกรรมการฉีดหน้าใสเพื่องานผิวฉ่ำโกลวโดยเฉพาะ

Hycoox ฉีดหน้าใสฉ่ำยอดฮิตจากเกาหลี

 ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเทรนด์หน้าฉ่ำโกลวหรือหน้ากระจกกำลังมาแรงในปัจจุบัน เพราะเป็นการทำให้คุณภาพผิวดีที่สุดแม้ไม่ได้แต่งหน้าก็ยังคงฉ่ำ เสริมความมั่นใจให้ทุกการใช้ชีวิตเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากอยากฉีดหน้าใสเพียงแค่ตัวยาอย่างเดียวไม่เพียงพอ Behap จึงขอแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ Hycoox สุดยอดนวัตกรรมการฉีดหน้าใสที่ผสานเทคโนโลยีถึง 3 อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อดึงประสิทธิภาพของตัวยาให้ได้มากที่สุด

Hycoox คืออะไร?

เครื่อง Hycoox หรือ Hycoox injector จัดอยู่ในประเภทเทคโนโลยีที่เรียกว่า multiple injector หรือเครื่องช่วยฉีดยาจากเกาหลีต้นตำรับการฉีดหน้าใสแบบฉ่ำโกลว โดยเครื่อง Hycoox ถูกออกแบบมาเพื่อให้แพทย์ใช้ฉีดยากลุ่มเมโสหน้าใส ได้กระจายอย่างทั่วถึงและแม่นยำตรงตามชั้นผิวที่เหมาะสม

แม่นยำและทั่วถึงยิ่งกว่าเข็ม ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบเพื่อการฉีดผิวโดยเฉพาะจากเกาหลี

ปกติแล้วการฉีดยากลุ่มเมโสหน้าใส ยาที่ใช้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับผิวชั้นใดชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะยากลุ่ม Skin booster เช่น Rejuran, Chanel, PDRN รวมถึง STEM CELLS มักจะต้องฉีดกระจายทั่วใบหน้าในผิวหนังชั้นตื้น ซึ่งหลายๆ ครั้งการฉีดด้วยมือแพทย์เองอาจเกิดความคลาดเคลื่อนจากเทคนิคการฉีด ความชำนาญ และ human error การใช้เครื่อง multiple injection จึงลดความคลาดเคลื่อนเหล่านี้ลงได้

สาเหตุที่เครื่อง Hycoox เหนือกว่าการฉีดหน้าใสด้วยมือเพราะว่าหัวของเจ้า Hycoox มีเข็ม micro-needle เล็กๆ ถึง 9 เข็ม นั่นหมายถึงหากใช้เข็มธรรมดาแพทย์ต้องจิ้มเข็มบนใบหน้าถึง 9 ครั้งเลยทีเดียว นอกจากนี้แพทย์ยังสามารถเลือกความลึกของเข็มให้ตรงกับชั้นผิวหนังที่ต้องการได้อีกด้วย 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการฉีดยาด้วยเข็มไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของตัวยาได้มากที่สุด จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการส่งยาเข้าสู่ชั้นผิวที่เหมาะสม 

3 Benefits ในเครื่องเดียว

ตัวเครื่อง Hycoox เองได้ถูกออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีถึง 3 อย่างเพื่อฉีดหน้าใส หรือ meso injection ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเหล่านี้มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

1.Derma Roller Technology – ผิวหนังรู้สึกฟูเต็มยิ่งขึ้นอีก

หลายๆ คนอาจรู้จักเจ้า Derma Roller อยู่แล้วว่าเป็นหนึ่งในวิธีการรักษารูขุมขนกว้างรวมถึงหลุมสิววิธีแรกๆ โดยใช้เครื่องมือลักษณะคล้ายลูกกลิ้งที่มีเข็มถี่ๆ กลิ้งบนใบหน้าเพื่อให้ผิวเกิดการซ่อมแซมและกระชับมากยิ่งขึ้น Hycoox ได้นำ Derma Roller มาประยุกต์ใช้โดยออกแบบให้ 1 การฉีดของเครื่อง Hycoox มีจำนวนเข็มมากถึง 9 เข็ม ช่วยให้ผิวกระชับเรียบเนียนมากขึ้นและส่งตัวยาได้ครอบคลุม

2.Automatic Injection – เจ็บน้อยกว่าแต่ได้ผลลัพธ์ 9 เท่า

ใน 1 ครั้งของการทำหัตถการด้วยเครื่อง Hycoox injection จะเท่ากับการที่แพทย์ใช้เข็มถึง 900 ครั้ง เป็นเทคโนโลยีการฉีดแบบอัตโนมัติที่แพทย์สามารถกำหนดได้ทั้งความลึกและความถี่ในการฉีด ช่วยให้แพทย์ออกแบบวิธีการฉีดที่เหมาะสมกับผิวและตัวยา ทำให้ทุกหัตถการฉีดมีความแม่นยำส่งยาได้ถูกชั้นผิวและผิวของเราสามารถรับวิตามินต่างๆ ได้มากขึ้น จึงยิ่งสามารถดึงประสิทธิภาพของยาได้มากขึ้นไปอีก

3.Vacuum Auto Sensing – เพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัยยิ่งขึ้น

Vacuum Auto Sensing หรือที่เรียกว่าการดูดสูญญากาศอัตโนมัติ มีจุดเด่นคือสามารถดูดผิวของเราให้ติดกับหัวฉีดทั้งหมดแล้วจึงค่อยปล่อยเข็มเพื่อฉีดยาลงสู่ชั้นผิวหนังทำให้เกิดความมั่นใจว่ายาทั้งหมดจะถูกฉีดพร้อมกันในตำแหน่งที่ต้องการ และลดความเจ็บที่เกิดจากการทำหัตถการอีกด้วย

ปรับแต่งการฉีดได้ทุกสภาพผิว

แน่นอนว่าการฉีดหน้าใสมีวิธีการฉีดแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสูตรยาและผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น ต้องการฉีดหน้าฉ่ำโกลวจะใช้เป็นยาที่ฮิตกันในตอนนี้อย่าง Rejuran หรือ Chanel ซึ่งโดยปกติต้องฉีดทั่วใบหน้ากว่า 100 จุดและต้องฉีดที่ชั้นหนังแท้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างหน้าฉ่ำโกลว ซึ่ง Hycoox จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการฉีดเพราะความสามารถในการปรับแต่งที่ทำให้ฉีดได้ถูกชั้น รวดเร็ว และกระจายยาได้อย่างแม่นยำกับความสามารถในการปรับแต่งได้ถึง 5 อย่าง

hycoox ผสาน 3 เทคโนโลยี

1.ระดับความลึกในการฉีดได้ตั้งแต่ 0.8mm – 3.0mm

2.ปรับการกระจายยาต่อ 1 เข็มเพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับปัญหาผิวต่างๆ

3.มีหัวเข็มให้เลือกตั้งแต่ 1, 3, 5 และ 9 เข็ม

4.ความเร็วในการฉีด

5.ความหนืดของตัวยา

ทำให้แพทย์สามารถดึงประสิทธิภาพของตัวยาออกมาได้มากที่สุดในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการไม่ว่าจะหน้าฉ่ำโกลว ลดรูขุมขน ลดสิว ลดรอยก็สามารถทำได้

Hycoox ช่วยให้หน้าใส ผิวฉ่ำ หน้าเนียน

Hycoox ช่วยปัญหาผิวด้านใดได้บ้าง?

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Hycoox เป็นเครื่องมือช่วยในการฉีด เทคโนโลยีอย่าง Derma Roller จะให้ผลลัพธ์ในการปรับปรุงคุณภาพผิวและลดรูขุมขนได้ ในส่วนของผลลัพธ์อย่างหน้าใส ลดสิว หน้านุ่ม หน้าฉ่ำวาวจะขึ้นอยู่กับสูตรยาที่เลือกใช้ แตกต่างกันตามแต่ละคลินิก แน่นอนว่าที่ Behap ของเรามีสูตรยาพิเศษออกแบบเพื่อทุกความต้องการด้านผิวที่แตกต่างกัน สามารถอ่านได้ที่ด้านล่างเลย

Behap Wellness Clinic ใช้ Hycoox injector กับยาใดบ้าง?

Rejuran x Hycoox

2cc. 11,900 บาท (สำหรับหน้า) ปกติ 18,000 บาท

(5 ครั้งเพียง 44,900 บาท)

4cc 19,900 บาท (สำหรับหน้า + คอ) ปกติ 36,000 บาท

(5 ครั้งเพียง 84,900 บาท)

Rejuran x Chanel x Hycoox

5cc. 14,900 บาท (สำหรับหน้า) ปกติ 26,000 บาท

(5 ครั้งเพียง 54,900 บาท)

Chanel skin booster ผิวสว่างสดใส

3cc 5,990 บาท ปกติ 8,000 บาท

6cc 9,990 บาท ปกติ 16,000 บาท

PDRN Therapy 

4cc 9,990 บาท ปกติ 15,000 บาท

(5 ครั้งเพียง 39,990)

Shine bright like a diamond

ปรับสีผิว พร้อมมอบความฉ่ำโกลว (3cc)

4,990 บาท ปกติ 6,000 บาท

การดูแลก่อนและหลังทำหัตถการ

ก่อนทำการรักษา

  • ทายาชาประมาณ 30-45 นาที
  • ไม่แนะนำให้ทำการรักษาหากมีประวัติในการรักษาโรคเริมหรือ SLE เนื่องจากอาจเกิดเลือดออกภายในได้

หลังทำการรักษา

  • สามารถล้างหน้าทาครีมได้หลังผ่านไปแล้ว 4-6 ชั่วโมง
  • งดการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของที่ทำให้เกิดการระคายเคือง สารผลัดเซลล์ผิว และกรด เช่น AHAs, BHAs, Retinoid
  • สามารถแต่งได้หลังผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง
  • หมั่นทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด 3-4 วัน
  • งดทรีทเมนต์กลุ่มที่มีความร้อน เช่น Laser, RF 2 สัปดาห์
  • งดแกะเกาใบหน้าประมาณ 2 วัน
  • สามารถทำซ้ำได้ใน 2-4 สัปดาห์ สำหรับ 4 ครั้งแรก

รักษารูขุมขนกว้างด้วยฟิลเลอร์

ปัญหารูขุมขนกว้าง เป็นหนึ่งในปัญหาที่เรียกว่าไม่รู้จบ แต่งหน้าปิดก็ลำบาก สิ่งสกปรกอุดตัน รูขุมขนก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก

 

วันนี้ Behap ขอนำเสนองานวิจัย “ลดรูขุมขนด้วยฟิลเลอร์” ทุกคนคงจะทราบกันอยู่แล้วว่ามีการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา เติมฟิลเลอร์ปาก แต่รู้ไหมว่าฟิลเลอร์ลดรูขุมขนได้ด้วย

อันดับแรกต้องบอกก่อนเลยนะคะว่า รูขุมขนกว้างเป็นปัญหาที่หลายคนพบเจอโดยเฉพาะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เพราะรูขุมขนเกิดจากสาเหตุหลักใหญ่ๆ 3 ประการคือ การสูญเสียเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นจนผิวหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลา การสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินเนื่องจากรังสี UV และประการสุดท้ายคือพฤติกรรมการดูแลความสะอาดบนใบหน้า ประการสุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้นะคะ คือล้างหน้าอย่างสะอาด ไม่ให้มีเครื่องสำอางค์หรือไขมันเข้าไปอุดตันรูขุมขนของเรา ก็จะช่วยชะลอการขยายขนาดของรูขุมขนไปได้ระดับหนึ่ง แต่ 2 ประการแรกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเราจึงต้องมีตัวช่วย

งานวิจัย "รักษารูขุมขนกว้างด้วยฟิลเลอร์"

และแล้วก็ถึงเวลาของพระเอกของเรา “ฟิลเลอร์” นั่นเองค่ะ ได้มีการทดลองใช้ฟิลเลอร์ในการลดรูขุมขนโดยนายเว่ย เซียน (Wei Qian) และทีมนักวิจัยจาก Capital Medical University มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ในปักกิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ฟิลเลอร์หรือสาร Hyaluronic Acid ที่มีโมเลกุลเบา (Low molecular weight hyaluronic acid, LMW-HA) เข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อรักษารูขุมขนที่กว้างบริเวณใบหน้า

วิธีดำเนินงานวิจัย

สำหรับการทดลองนี้เว่ย เซียน ได้ทดลองฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่ผิวหน้าของผู้เข้ารับการทดลองทั้งหมด 42 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีปัญหาด้านรูขุมขนกว้าง ขั้นตอนการทดลองเป็นแบบง่ายๆ ไม่มีความซับซ้อนเลย คือ ใช้การฉีด Hyaluronic Acid เข้าสู่ชั้นผิวทั่วบริเวณใบหน้าของผู้เข้ารับการทดลองครั้งละ 2.5 มิลลิลิตร ทุกๆ 1 เดือนและผู้เข้ารับการทดลองจะรับการรักษาตั้งแต่ 2-5 ครั้งขึ้นอยู่กับบุคคล

ตลอดทั้งกระบวนการทดลองจะใช้เวลาอยู่ที่ 6 เดือนต่อ 1 คนรวมระยะเวลาในการติดตามผลการลดรูขุมขน เมื่อครบระยะเวลา 6 เดือนของผู้เข้ารับการทดลองทั้ง 42 คนจึงมีการสรุปผลให้เข้าใจง่ายๆ จากความพึงพอใจของผู้เข้ารับการทดลองและการเปรียบเทียบสภาพผิวดังต่อไปนี้ค่ะ

ผลการทดลอง

ผู้เข้ารับการทดลอง 39 จาก 42 คนบอกว่าพึงพอใจกับผลลัพธ์เป็นอย่างมาก และเมื่อมีการเปรียบเทียบพัฒนาการของรูขุมขนพบว่าการใช้ฟิลเลอร์โมเลกุลเบาช่วยให้มีการพัฒนาของรูขุมขนอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยการพัฒนาต่อครั้งที่ฉีดอยู่ที่ 40.03 +/- 18.41% อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จากการเติมฟิลเลอร์ในลักษณะนี้อีกด้วย

ไม่เพียงแค่รูขุมขนที่พัฒนานะคะ ผลพลอยได้ที่เกิดจากการเติมฟิลเลอร์โมเลกุลเบาทั่วใบหน้ายังช่วยให้ผิวมีความสว่างมากขึ้น และยังช่วยปรับสภาพผิวให้มีความนุ่มและเนียนมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

จากการศึกษานี้เว่ย เซียน ได้ระบุว่า “นี่เป็นวิธีการธรรมดา ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมาก สามารถใช้ได้ในการปฏิบัติทางคลินิก” ซึ่งหมายความว่าการการเติมฟิลเลอร์ลดรูขุมขนกว้างนั้นสามารถดำเนินการได้โดยแพทย์ทางด้านความงามได้เลยค่ะ

ความเห็นนักวิชาการ

นายโจชัวร์ หรือ Joshua Zeichner ผู้อำนวยฝ่ายวิจัยเกี่ยวกับคลินิกและเครื่องสำอางค์ที่โรงพยาบาล Mount Sinai ในรัฐนิวยอร์ก ได้แสดงความเห็นต่องานวิจัยฟิลเลอร์ลดรูขุมขนของโจชัวร์ว่า “ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยเป็นที่น่าตื่นเต้นและสามารถช่วยในการรักษาคนไข้ที่มีปัญหารูขุมขนต่อได้ในอนาคตอย่างแน่นอน” โดยโจชัวร์ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าโครงสร้างของคอลลาเจนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการรักษารูขุมขนของเรา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปรูขุมขนจะยิ่งกว้างจากการถูกทำลายคอลลาเจนโดยแสงแดด Hyaluronic Acid ที่ถูกเติมเข้าไปจึงรับหน้าที่ในการช่วยโครงสร้างของคอลลาเจนเหล่านี้ รูขุมขนจึงมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

เป็นที่ชัดเจนเลยนะคะว่าความยืดหยุ่นของผิวหนังที่เราสูญเสียไปจากการถูกแสงแดดทำร้ายจนเกิดเป็นรูขุมขนที่กว้างสามารถรักษาได้ง่ายๆ ด้วยการเติมฟิลเลอร์โมเลกุลเล็กให้กับผิวหน้าของเรานั่นเองค่ะ มาถึงตรงนี้แล้วใครที่ยังกังวลเรื่องรูขุมขนบนใบหน้า Behap ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัย รักษารูขุมขนกว้างด้วยฟิลเลอร์ ชิ้นนี้จะช่วยให้เกิดความสบายใจว่าสามารถรักษาได้นะคะ ถ้าหากต้องการปรึกษาพบแพทย์ Behap ยินดีให้บริการค่ะ

Thermage FLX ผิวกระชับ หน้าเล็ก เห็นผลชัดจนต้องทัก

What is Thermage FLX
What is Thermage FLX

Collagen และ Elastin คือส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผิวหน้าของเรานั้นกระชับและดูอ่อนเยาว์ แต่น่าเสียดายที่ 2สิ่งนี้ ต้องถูกทำลายจากผลกระทบจากแสงแดด ฝุ่นควัน และมลภาวะต่างๆ รวมถึงการที่มีอายุมากขึ้น แต่ Thermage FLX คือนวัตกรรมที่จะมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการสูญเสียองค์ประกอบสำคัญของผิว โดยการกระตุ้นให้ผิวหนังสร้าง Collagen และ Elastin ที่สูญเสียไปกลับคืนมา Thermage FLX นี่แหละที่จะช่วยให้คุณยังคงเป็นคุณเมื่อหลายปีก่อน!!

THERMAGE คืออะไร

 

Thermage FLX คืออะไร

Thermage FLX เป็นที่นิยมสำหรับคนต้องการกระชับผิว ลดขนาดใบหน้าที่เกิดจาการสะสมตัวของไขมันแต่ไม่ต้องการให้มีการผ่าตัดจึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยากให้ผิวกระชับขึ้น เล็กลง แต่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง

Thermage FLX เทคโนโลยีใหม่ ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

– นวัตกรรม Thermage FLX พัฒนาต่อยอดมาให้ใช้คลื่นความถี่ที่ส่งผ่านความร้อนได้มากขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง และลดความเจ็บปวดจากรุ่นก่อนๆ รวมทั้งยังเห็นผลจากเวลาการทำที่เร็วขึ้นอีกด้วย

– Thermage FLX ถูกพัฒนาให้ส่งพลังงานความร้อนเข้าไปยังชั้นผิวหนังได้ครอบคลุมกว่าThermage รุ่นก่อนๆ โดยที่จะครอบคลุมตั้งแต่ชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง Thermage FLX ยังมีหัวยิงที่กว้างขึ้น ทำให้ครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น รวมถึงระยะเวลาการทำงานที่สั้นลงแต่เห็นผลมากกว่า ทำให้ไม่ต้องทนความเจ็บเป็นเวลานานและเจ็บน้อยกว่ารุ่นก่อน

หลักการทำงาน

– Thermage FLX จะใช้คลื่นความถี่ที่มีความร้อนและเป็นคลื่นที่ส่งได้ลึกมากพอถึงชั้นไขมันและอิลาสติน ทำให้เกิดการสลายไขมันและการกระชับผิวหนัง ที่สำคัญยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องหลังทำเสร็จ
– ขณะทำThermage FLX อาจรู้สึกได้ถึงความร้อนบริเวณผิว แต่จะไม่เจ็บปวด เพราะระบบสั่นและระบบทำความเย็นเพื่อลดความเจ็บให้รู้สึกน้อยที่สุด
– การปล่อยพลังงานจะลงถึงความลึกที่ 3.0 mm ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis) 

 

Thermage FLX ทำงานอย่างไร

Thermage FLX สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

– ลดไขมันสะสมส่วนเกินบนใบหน้า เช่นบริเวณ แก้ม เหนียง ทำให้หน้าดูเรียวเล็กลงได้รูป กรอบหน้าชัดขึ้น

– ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ด้วยการกระชับและลดความหย่อนของผิว โดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะใช้คลื่นความถี่กระตุ้นระบบของร่างกายให้เกิดการผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน

– กระตุ้นให้คอลลาเจนที่มีอยู่แล้วนั้น กระชับมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังช่วยเรื่องของรูขุมขนให้ดูกระชับ และเล็กลงอีกด้วยอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลที่เกิดขึ้นจนทุกคนสังเกตุได้ – รีวิวจากผู้รับบริการ

สลายไขมันด้วยความเย็น (Cryolipolysis)

❄️LipoFreeze คือ นวัตกรรมที่ช่วยสลายไขมันสะสมและไขมันส่วนเกินด้วยความเย็นอุณหภูมิติดลบ (-10 C)

โดยการส่งคลื่นพลังความเย็นเข้าสู่ชั้นไขมันและไม่มีการทำลายเซลล์ส่วนอื่นๆ ทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ หน้าท้อง รอบเอว ต้นแขน ต้นขา สะโพก แข็งตัวและเกิดขบวนการการทำลายตัวเอง(Apoptosis) และจะขับออกตามกระบวนการขับของเสียของร่างกายตามธรรมชาติ 

ผลลัพธ์คือไขมันลดลง 25-30% ในครั้งแรก สัดส่วนบริเวณที่ทำกระชับขึ้น

ขั้นตอนการทำงาน LipoFreeze

❄️ ขั้นตอนที่1 จะใช้ส่วนหัวของเครื่องดูดผิวบริเวณที่ต้องการสลายไขมันเพื่อให้ชั้นไขมันเข้าสู่หัวดูดของเครื่อง

❄️ ขั้นตอนที่2 หัวดูดจะปล่อยความเย็น -10 °C ลงไปที่ชั้นไขมันเพื่อแช่แข็งไขมันในบริเวณนั้นๆโดยตรง

❄️ขั้นตอนที่3 เมื่อครบเวลา จะมีการใช้Shock Wave เพื่อกระตุ้นการแตกตัวของไขมันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และหลังจากนั้นจะถูกร่างกายกำจัดออกทางกระบวนการขับของเสียตามธรรมชาติ

❄️ขั้นตอนที่4 ผลลัพธ์หลังการทำ LipoFreeze ร่างกายจะค่อยๆกำจัดเซลล์ไขมันที่ตายออกด้วยกระบวนการขับของเสียตามธรรมชาติของร่างกาย ในระยะ 3-4 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผลว่าสัดส่วนเล็กลง หรือผลเต็มที่ในระยะเวลา 8 สัปดาห์

❄️LipoFreeze สามารถช่วยแก้ปัญหาไขมันส่วนเกินได้เกือบทั่วร่างกาย ทำหน้าที่สลายและฆ่าเซลล์ไขมันในร่างกายเฉพาะตรงจุด รวมถึงจุดที่ไขมันกำจัดได้ยาก ถึงแม้ว่าจะออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารก็ไม่สามารถแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ LipoFreeze จึงเป็นอีกตัวช่วยที่นิยมในการแก้ปัญหาไขมันส่วนเกิน

❄️LipoFreeze เหมาะกับใครบ้าง?

LipoFreeze เป็นนวัตกรรมที่สะดวกสบาย ใช้เวลาในการทำไม่นานและเห็นผลจริง จึงเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องไขมันสะสม ไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือออกกำลังกายเท่าไหร่ส่วนไขมันเกินที่อยากกำจัดออกก็ไม่หายไป แม้แต่คุณแม่ที่ผ่านการคลอดบุตรและพบปัญหาไขมันบริเวณหน้าท้องที่ทำอย่างไรก็ไม่ยอมลด ซึ่ง LipoFreeze นั้นสามารถแก้ปัญหาส่วนนี้ได้อย่างตรงจุดโดยที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้น และไม่เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นอีกด้วย

ถ้าคุณกำลังกังวลเรื่องสัดส่วนหรือมีปัญหาไขมันสะสม LipoFreeze จึงเป็นอีกตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคุณ

❄️ เพราะLipoFreeze นั้นจะกำจัดเซลล์ไขมันโดยตรง แก้ไขปัญหาไขมันสะสมได้ตรงจุด ซึ่งจะทำให้เซลล์ไขมันตาย และมีโอกาสกลับมาอีกน้อยกว่าวิธีอื่น
❄️ ไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้นนาน ใช้เวลาในการทำน้อย เห็นผลจริงอย่างตรงจุด
❄️ ลดไขมันในส่วนที่กำจัดยาก เช่น ท้องแขน, ห่วงยาง, ต้นขา
❄️ ที่ Behap เรามีการใช้ Shock Wave เพื่อกระตุ้นการแตกตัวของไขมันให้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้น ซึ่งจะเห็นผลมากกว่าการนวด

REGENT SER หรือ GROWTH FACTOR เลือกที่ใช่ สำหรับผิวคุณ

เพราะปัญหาผิวแต่ละคนต่างกัน จึงต้องการการดูแลอย่างตรงจุด หลายท่านคงสงสัยว่ายากลุ่มที่ช่วยทำให้ผิวหน้าใสทั้ง Growth Factor และ Regent SER PDRN ทั้งสองตัวก็ทำให้หน้าใสเหมือนกันแต่ เอ๊ะ! แล้วตัวไหนนะที่เหมาะกับเรา หากอยากรู้ว่าปัญหาสภาพผิวอย่างเราเหมาะกับยาตัวไหน วันนี้ทาง Behap เรามาเทียบให้เห็นเลยว่าทั้งสองตัวนี้ต่างกันอย่างไร

รู้จัก Regent SER

Regent Ser (ครั้งละ 5000 บาท) เป็น PDRN ที่สกัดจากเซลล์ต้นกำเนิดของ DNA จากปลาแซลม่อนธรรมชาติจนได้มาซึ่ง PDRN บริสุทธิ์และยังมี Sodium DNA และ Multi-peptide 9 ชนิด ที่ช่วยในเรื่อง Anti-aging และ Cell Regeneration ปรับโครงสร้างเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ(รอยย่น หลุมสิว ร่องผิว รอยสิว) และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวได้รับการเติมเต็ม ชุ่มชื้นขึ้นและผิวมีสุขภาพดีขึ้น และยังช่วยลดขนาดรูขุมขนด้วย

จุดเด่นของ Regent SER

  • ลดเลือนริ้วรอย 
  • กระชับรูขุมขน 
  • ผิวเต่งตึงดูเด็กขึ้น 
  • ฟื้นฟูหลุมสิว 
  • ผิวเนียนใสมีเลือดฝาด
Bottom line: เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวอันเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างผิว โดยมีปัจจัยเรื่องอายุ ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ สามารถซ่อมแซมได้ด้วย Premium PDRN ในผลิตภัณฑ์ ไปกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว รวมถึงมีสารอาหารที่จะเป็นกับผิว เพื่อการฟื้นบำรุงผิวอย่างยั่งยืน และเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดขนาดรูขุมขน และหลุมสิว
รายละเอียดเพิ่มเติมและเคสตัวอย่างจากการรักษาด้วย Regent SER

รู้จัก Growth Factor 

Growth Factor (3500 บาท) เป็นสารสกัดโปรตีนบริสุทธิ์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารของเซลล์ผิว เน้นการสร้างการเจริญเติบโตให้กับเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงรวมถึงเพิ่มการกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้เซลล์ผิวสามารถ Absorb น้ำและกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์ได้มากขึ้น เมื่อความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้ขับน้ำมันออกมาได้น้อย ลดการสะสมสิ่งสกปรกจึงทำให้การอุดตันเกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวที่สำคัญ

จุดเด่นของ Growth factor

– ลดการเกิดสิว

– สีผิวไม่สม่ำเสมอ 

– ผิวขาดความชุ่มชื้น 

– ผิวที่แพ้ง่ายแข็งแรงขึ้น 

Bottom line: เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ และผิวแพ้ง่าย Growth factor จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวด้วย Nano capsule Growth Factor โปรตีนสกัดบริสุทธิ์ พร้อมส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ใบหน้าฉ่ำวาว กระจ่างใส ได้อย่างรวดเร็ว

 

ทุกปัญหาผิว ต้องการการแก้ไขอย่างตรงจุด ที่ BEHAP CLINIC เราพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำขั้นตอนการแก้ไขปัญหาผิวหน้าเฉพาะรายบุคคล ก่อนเข้ารับการรักษาจริง 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BEHAP 
หรือ 📱Line @behapwellness
: https://lin.ee/wX7KDzE