สภาพแวดล้อมในที่งานไม่ดีปัจจัยหลักของภาวะหมดไฟ!!

หลายๆ คนคงคุ้นเคยดีกับคำว่าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี คนที่ได้เจอสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดีและเข้ากับเราได้ถือเป็นโชคยิ่งกว่าส้มหล่นเสียอีก เพราะแต่ละองค์กรก็มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่แตกต่างกันไป การจะหาที่ทำงานที่เข้ากับเราได้เพื่อให้ลงหลักปักฐานได้นานจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไร

สถิติที่น่าสนใจจาก Adecco Thailand ระบุว่าในปี 2021 มีพนักงานกว่า 44% ที่รูสึก Burnout หรือหมดไฟในการทำงาน ซึ่งสูงขึ้นกว่าปี 2020 มากถึง 34% แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือร้อยละ 36.2 เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานจากความเครียด โดยกว่า 60% เป็นความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร อีก 40% เป็นความเครียดจากตัวงาน

ตัวเลขด้านบนเป็นที่น่าสนใจว่าในปี 2021 ผู้คนรู้สึกหมดไฟในการทำงานจากสภาพแวดล้อมในการทำงานมากกว่ารายละเอียดงานที่พวกเขาทำเสียอีก Behap Wellness Clinic จึงอยากพาทุกคนสำรวจสภาพแวดล้อมในที่ทำงานของทุกๆ คนกันว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีหรือไม่ เพื่อลดโอกาสการเกิดความเครียดสะสมจนหมดไฟในการทำงานไปแบบไม่รู้ตัว

ก่อนอื่นเลยต้องอธิบายว่าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมองค์กร หัวหน้างาน หรือลูกทีม แต่รวมถึงโต๊ะ เก้าอี้ หน้าต่าง หรือแม้แต่ห้องน้ำ! เพราะทั้งหมดนี้ส่งผลต่อความรู้สึกอยากทำงานในแต่ละวันของพนักงานออฟฟิศ ดังนั้นเราจะพาสำรวจกันแบบทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว

Checklist คุณอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีหรือไม่

1.ปริมาณงานเยอะเกินไปหรือไม่?

ตรวจสอบว่าในหน้าที่การงานที่คุณต้องดูแลรับผิดชอบมีปริมาณงานที่ได้รับมอบหมายมากเกินไปหรือไม่ คำว่ามากเกินไปในที่นี้สามารถหมายถึงว่า งานล้นมือไม่มีทางทำเสร็จทันเวลาที่กำหนด ปริมาณงานมากจนไม่สามารถพักได้แม้เลิกงาน หรือจำเป็นต้องทำงานในวันหยุดเสมอ

2.การสื่อสารภายในองค์กรดีหรือไม่?

ตรวจสอบว่าพนักงานมีความเข้าใจในวิสัยทัศน์ขององค์กรมากน้อยแค่ไหน สามารถพาองค์กรไปในทางเดียวกันได้หรือไม่ การสื่อสารภายในที่ไม่ดีสามารถนำไปสู่ความสับสนของคนในองค์กร ความเข้าใจผิด ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดและต้องแก้ไขอยู่บ่อยครั้ง

3.การบริหารจัดการงานภายในทีมดีหรือไม่?

ตรวจสอบว่าภายในทีมของคุณมีการแจกแจงงานที่ชัดเจน ทุกคนในทีมไม่สับสนกับงานที่ได้รับ สามารถทำงานได้สำเร็จตามที่วางเอาไว้ การมีอุปสรรคเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือความล่าช้า หรือการผิดพลาดในการทำงานที่เกิดขึ้นมาจากการสื่อสารหรือไม่ หรือมาจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ซึ่งหากการจัดการงานภายในทีมพลาดอยู่บ่อยครั้งก็อาจนำมาซึ่งภาวะหมดไฟในการทำงานได้เช่นกัน

4.มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีหรือไม่?

วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดีที่เราสังเกตได้ง่ายๆ คือ มีการกลั่นแกล้งกันเองของพนักงาน เช่น หัวหน้างานไม่ชอบลูกทีมจึงกีดกันการเติบโตของพนักงาน หรือเพื่อนร่วมงานที่กลั่นแกล้งเพื่อร่วมงานกันเอง รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงาน เช่น การล่วงละเมิดทางคำพูดและพฤติกรรม ส่งผลให้พนักงานรู้สึกไม่สบายใจที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นๆ นอกจากเรื่องของบุคลากรแล้ววัฒนธรรมองค์กรอีกอย่างที่สำคัญคือการเคารพเวลาในการทำงาน เช่น เข้า-ออกงานตรงเวลา ไม่ถูกกดดันให้อยู่ล่วงเวลา หรือการจ่าย OT เมื่อจำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา

5.สถานที่เหมาะสมหรือไม่?

ตรวจสอบสถานที่ทำงานว่ามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เช่น โต๊ะทำงานมีขนาดพอให้ทำงานหรือไม่ เก้าอี้นั่งสบายพอที่จะทำงาน ห้องน้ำสะอาดสะดวกใจที่จะใช้งาน มีเสียงรบกวนการทำงานตลอดเวลา แสงสว่างที่เพียงพอ หรือแม้แต่การเปิดแอร์ที่เหมาะสมโดยมีงานวิจัยระบุว่าแม้แต่อุณหภูมิในสถานที่ทำงานก็มีผลต่อสภาพจิตใจของพนักงานด้วยเช่นกัน

6.ทรัพยากรมีเพียงพอต่อการทำงานหรือไม่?

สถานที่ทำงานควรมีทรัพยากรที่เพียงพอต่อทุกตำแหน่งหน้าที่ในการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ตามตำแหน่งงาน กองถ่ายควรมีกล้อง ที่อัดเสียง เป็นต้น นอกจากทรัพยากรที่เป็นสิ่งของแล้วทรัพยากรมนุษย์เองก็สำคัญ ต้องตรวจสอบว่าองค์กรมีบุคคลเพียงพอและมีการพัฒนาทรัพยากรบุคคลหรือไม่ เช่น การเทรนพนักงานเพิ่มเติม การมองหาพนักงานเพิ่มเติมถ้าหากงานล้นมือจนเกินไป

7.มีการเติบโตในเส้นทางการงานหรือไม่?

เป็นอีก 1 ข้อสำคัญที่หลายๆ คนมองหาคือการเติบโตในหน้าที่การงาน ถ้าหากไม่มีการเติบโตไม่มีงานที่ท้าทายมากขึ้นภาวะหมดไฟย่อมมาได้เป็นธรรมดาจากการทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ ในทุกๆ วัน และไม่มีการพัฒนาที่มากขึ้น ดังนั้นการเติบโตในการงานจึงเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบด้วยเช่นกัน

8.มี Work-life balance หรือไม่?

ข้อนี้จะคล้ายกับข้อแรกในส่วนของปริมาณงานที่อาจะเยอะเกินไปจนรบกวนนอกเวลางาน ในทางอื่นอาจไม่ใช่เรื่องของงานที่เยอะเกิน แต่การบริหารงานอาจทำให้มีงานนอกเวลาแต่ในเวลางานไม่มีงานทำก็ได้เช่นกัน ทำให้ไม่มี work-life balance ในการทำงาน

8 ข้อข้างต้นเป็นวิธีเช็คง่ายๆ ว่าในองค์กรที่เราทำอยู่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เราในการทำงานหรือไม่ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดีเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พนักงานเกินภาวะหมดไฟในการทำงานได้ ซึ่งผลกระทบจากภาวะหมดไฟยังส่งผลต่อสภาพจิตใจและร่างกายด้วย เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกและอาการต่างๆ ของร่างกาย เช่น การปวดกล้ามเนื้อ โรคกระเพาะ หรือไมเกรน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลงและวนลูปไปเรื่อยๆ

วิธีจัดการกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีด้วยตัวเอง

การอยู่หรือปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่ทำงานอาจไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก แต่ Behap ขอแนะนำ 5 ขั้นตอนที่ช่วยให้เราเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้

1.ระบุที่มาของปัญหา

พยายามมองหาว่าอะไรคือต้นเหตุที่ทำให้สภาพแวดล้อมในที่ทำงานของเราไม่ดีจนทำให้เกิดบรรยากาศตึงเครียด ซึ่งสามารถเป็นไปได้หลากหลายอย่างทั้งงานที่มากเกิน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมองค์กร หรือเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ

2.สื่อสารกับหัวหน้างานหรือผู้ที่มีอำนาจ

ถ้าหากเป็นไปได้เราสามารถสื่อสารกับหัวหน้างาน HR หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ดีขึ้นได้ สื่อสารด้วยความจริงใจว่าเรากำลังประสบกับปัญหาอะไรอยู่บ้างที่ทำให้เราเกิดความเครียด ทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดี และถ้าหากเราไม่หาทางทำอะไรสักอย่างอาจทำให้เกิดภาวะหมดอาลัยตายยากได้

3.หาความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน

คุยกับเพื่อนร่วมงานที่เราคาดว่าจะเจอปัญหาคล้ายคลึงกันเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีที่เราจะได้แชร์ปัญหาที่เราพบและร่วมกันหาทางออก

4.ทำในสิ่งที่เราทำได้

ในการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มากอย่างการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นไปได้สูงมากว่าตัวเราเองจะไม่สามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำคือสิ่งที่เราทำได้ เช่น หาทางลดความเครียดระหว่างวันด้วยการพักผ่อนสั้นๆ ระหว่างทำงาน ระบุเวลาการทำงานของตัวเองให้ชัดเจน หรือแม้แต่การหาเพื่อนที่เราสามารถคุยเล่นด้วยได้

5.ดูแลตัวเองให้ดีนอกเวลางาน

ให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจและร่างกายนอกเวลางาน หากิจกรรมยามว่างที่ช่วยให้สบายใจมากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ดูหนัง ออกไปเที่ยวกับเพื่อน

หากใครที่กำลังประสบปัญหาความเครียดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานสามารถลองทำทั้ง 5 ข้อข้างต้นได้เลย ที่สำคัญคือต้องอย่าลืมว่าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานแต่ละที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาย่อมแตกต่างกันไปด้วย ความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นการทำอย่างไรให้ตัวเราอยู่ได้อย่างสบายใจมากที่สุด