โดยปกติร่างกายคนเรามีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาตลอด แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นความสามารถในการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติในชั้นหนังแท้จะลดลงไปถึง 1 ใน 5 และเมื่อเข้าใกล้วัยสูงอายุคอลลาเจนจะหายไปถึง 30-40% ผลที่เกิดขึ้นจากคอลลาเจนที่ลดลงคือ ผิวเริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ ไม่เต่งตึงเหมือนก่อน ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ ความแข็งแรงของผิวลดลง ใบหน้าหมองและเป็นรอยง่ายขึ้น
เพื่อฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและกระชับมากยิ่งขึ้น Sculptra จึงถูกคิดค้นขึ้นมาให้สามารถบำรุงผิวได้ตั้งแต่ต้นเหตุโดยการกระตุ้นคอลลาเจนให้แก่ผิว ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน ใบหน้าดูอ่อนวัยขึ้น และในบทความนี้ Behap จะมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันว่าแท้จริงแล้ว Sculptra คืออะไร ทำไมถึงสามารถช่วยเรื่องของการสร้างคอลลาเจนได้ มีข้อดี-ข้อเสีย วิธีการดูแลตัวเองอย่างไร แล้วจะตัดสินใจเลือกทำ Sculptra อย่างไรดี
Sculptra คืออะไร?
Sculptra คือ สารที่ทำให้เกิดคอลลาเจนในรูปแบบของการฉีด ภายในประกอบไปด้วยอนุภาคของ PLLA หรือ Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อมาเติมเต็ม และยกกระชับใบหน้า ถือเป็นสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติตัวแรกของโลก
คอลลาเจนที่สร้างจากการกระตุ้นของ Sculptra จะเข้าไปทดแทนคอลลาเจนเก่าที่สูญเสียประสิทธิภาพไปเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกจากผลลัพธ์ด้านผิวที่กระชับ อิ่มฟู ยืดหยุ่นแล้ว คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ยังมีความสามารถในการสมานแผล และซ่อมแซมเนื้อเยื่อรวมถึงเซลล์ผิวในชั้นต่างๆ ได้อีกด้วย
การใช้ Sculptra ในทางการแพทย์มีมากว่า 20 ปี และมีงานวิจัยรองรับมากกว่า 50 ฉบับ โดยสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน PLLA หรือที่เรียกว่า “ไบโอสติมูเลเตอร์” (Biostimulator) ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) เป็นสารสังเคราะห์จากพืชที่ไม่ส่งข้างเคียงต่อร่างกาย มีความปลอดภัยในการใช้สำหรับทำหัตถการ และร่างกายเราสามารถย่อยสลายเองได้
ทำไมต้องเพิ่มคอลลาเจน? คอลลาเจนสำคัญอย่างไร?
คอลลาเจนเป็นโปรตีนสายยาวที่เปรียบเสมือนโครงสร้างหลักในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของร่างกาย เช่น ผิวหนัง เส้นเอ็น หรือหลอดเลือด โดยในผิวหนังของมนุษย์เรามีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบถึง 75% ซึ่งคอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการทำให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และช่วยเก็บความชุ่มชื้นไว้ภายในได้ ทำให้ผิวมีความเรียบเนียนและนุ่มลื่น
การสูญเสียคอลลาเจนไปตามการเวลาจึงทำให้คุณสมบัติของผิว เช่น ความแข็งแรง ยืดหยุ่น หรือความชุ่มชื้นหายไปด้วย มนุษย์เราจะสูญเสียคอลลาเจนโดยประมาณร้อยละ 1.5 ต่อปี ตั้งแต่เริ่มอายุ 25 ปี ทำให้ผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อย แห้งกร้าน และมีริ้วรอยเล็กบางส่วนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาผิวให้ดูอ่อนเยาว์และกระชับอยู่เสมอ
Sculptra ทำงานอย่างไร?
ในการฉีด Sculptra แพทย์จะทำการฉีดบริเวณชั้นผิว Subcutaneous ในบริเวณต่างๆ ของใบหน้าที่ต้องการให้มีคอลลาเจนใหม่เกิดขึ้น เช่น ขมับ หน้าแก้ม หรือบริเวณแก้มตอบ โดยจะใช้การฉีดกระจายยาให้ทั่วชั้นเพื่อให้ PLLA สามารถทำงานได้อย่างทั่วถึง PLLA จะเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นการเพิ่มเส้นใยไฟโบรบลาสต์ หรือ Fibroblast ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างเส้นใยคอลลาเจนรวมถึงอิลาสตินให้มากขึ้น
เมื่อปริมาณของคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างผิวภายในให้มีความกระชับ แข็งแรงมากยิ่งขึ้น โครงสร้างเหล่านี้จะช่วยพยุงชั้นผิวทำให้มีความนุ่มยืดหยุ่น พอเวลาผ่านไปเมื่อ Sculptra สลายหมดจะคงเหลือคอลลาเจนและอิลาสตินไว้เป็นโครงสร้างให้กับผิวประมาณ 2 ปี
นอกจากกระตุ้นสร้างคอลลาเจนแล้ว PLLA ยังช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วด้วย เพราะ PLLA เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะแปลงเป็นกรดแลคติกที่มีคุณสมบัติคล้ายกับ AHA จึงทำให้ผิวใสและเนียนนุ่มมากขึ้นด้วย และในกระบวนการตอนนี้เองที่ PLLA จะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติพร้อมกับการทำความสะอาดเซลล์ผิว
ขั้นตอนการฉีด Sculptra
- แพทย์จะทำการตรวจประเมินผิว และให้คำแนะนำเกี่ยวกับหัตถการ วิธีการปฏิบัติก่อนและหลังทำหัตถการ
- เตรียมยาโดยการผสม Sculptra เข้ากับ Sterile water
- เมื่อถึงเวลาทำหัตถการแพทย์จะทำการฉีดยาชาและเริ่มฉีด Sculptra เข้าสู่ชั้นผิว Subcutaneous โดยใช้เข็มทู่ในการฉีด
- หลังฉีดเสร็จสิ้นแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และวิธีการกระจายตัวยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
Sculptra ช่วยอะไรบ้าง?
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ปรับโครงสร้างผิวจากภายในให้แข็งแรง
- แก้ไขปัญหาริ้วรอยตื้นให้ดูจางลง
- ยกกระชับผิวที่อ่อนคล้อย
- ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นกระจ่างใส
- ผิวมีความนุ่ม ยืดหยุ่น และเรียบเนียนมากขึ้น
- สร้างโครงสร้างผิวเป็นระยะเวลา 2 ปี
Sculptra เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป มีผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น
- ผู้ที่มีริ้วรอยตื้นและลึกเกิดจากวัยที่มากขึ้น
- ผู้ที่ผิวขาดความอิ่มชุ่มชื้น
- ผู้ที่ต้องการให้ผิวแน่น อิ่มฟู มีความนุ่มลื่น
- ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง
การดูแลตัวเองหลังการฉีด
- นวดหน้าตามหลักการที่แพทย์แนะนำ โดยนวดเป็นประจำติดต่อกัน 5 วัน เพื่อให้ตัวยาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- หมั่นทากันแดดเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดแรง เนื่องจากแสงแดดจะทำลายคอลลาเจนที่กำลังสร้างขึ้น
- เลี่ยงการแต่งหน้า ทาครีมหนัก หลังฉีด 24 ชม. เพื่อให้รูเข็มปิดเรียบร้อย
- เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ซาวน่า อบไอน้ำ 24 ชม.
- เลี่ยงการทำหัตถการความงามอื่นๆ ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์เพื่อให้ตัวยาทำงานได้เต็มที่
วิธีการนวด Sculptra เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
วิธีการนวดหน้าหลังฉีด Sculptra ให้ท่องไว้ว่า 5 5 5 คือการนวดครั้งละ 5 นาที วันละ 5 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง และใช้กำปั้นค่อยๆ นวดเลื่อนจากบริเวณหน้าผากไปทางขมับด้านข้าง
- ทำมือในลักษณะยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นแนบบริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง แล้วค่อยๆ เลื่อนจากหน้าแก้มออกไปบริเวณข้างแก้มพร้อมกัน โดยกดแล้วค่อยๆ เลื่อนอย่างช้าๆ
- ใช้อุ้งมือกดบริเวณช่วงข้างแก้มแล้วค่อยๆ นวดไล่จากด้านล่างขึ้นไปด้านบนจนถึงโหนกแก้ม ทำซ้ำไปมาหลายๆ ครั้ง เพื่อช่วยยกกระชับผิวหน้า
- ทำมือลักษณะเดียวกับขั้นตอนที่ 2 บริเวณคางแล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามแนวกราม
ราคา Sculptra ขวดละเท่าไร?
ราคา Promotion ที่ Behap Wellness Clinic
1 ขวด 29,990 บาท จากปกติ 35,000 บาท
2 ขวด 58,000 บาท
3 ขวด 85,000 บาท
4 ขวด 100,000 บาท
Sculptra ควรฉีดกี่ขวด เห็นผลกี่วัน?
ปริมาณในการฉีดที่แนะนำจะขึ้นอยู่กับบุคคล โดยมีวิธีประเมินเบื้องต้นง่ายๆ คือนำจำนวนอายุหาร 10 จะได้จำนวนขวดขั้นต้นที่แนะนำ สำหรับการฉีดให้ได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดควรฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้งโดยห่างกันครั้งละ 1 เดือน เริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 และเห็นผลลัพธ์เต็มที่ในเดือนที่ 4 ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้หากมีปัญหาความหย่อนคล้อยหรือคอลลาเจนที่สูญเสียมากอาจใช้ปริมาณที่เยอะขึ้น ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
Sculptra ต่างกับหัตถการงานผิวอื่นๆ อย่างไร?
หัตถการงานผิวแต่ละประเภทจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติเฉพาะตัวของยานั้นๆ ในกลุ่มที่เป็นงานผิวบางชนิดอาจมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวเพื่อให้ได้คุณภาพผิวที่ดียิ่งขึ้น ความต่างในคอลลาเจนที่ฉีดของงานผิวคือเน้นที่ผลลัพธ์ในระยะสั้น – กลาง ทำให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ นุ่มลื่น ส่วนคอลลาเจนที่เกิดจากการฉีด Sculptra จะเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างให้กับชั้นผิว ได้ผลลัพธ์ในระยะกลาง – ยาว ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ยกกระชับ และคุณภาพผิวที่ดีมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น หากต้องการให้ผิวดูดีเปล่งปลั่งอย่างเร่งด่วน การหัตถการด้านงานผิวจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าต้องการฟื้นฟูผิวในระยะยาว สร้างความแข็งแรงให้กับผิว รวมถึงทำให้ผิวยกกระชับมากยิ่งขึ้น การทำ Sculptra จะตอบโจทย์กว่า
Q&A ถามตอบเกี่ยวกับ Sculptra
Q: สามารถฉีด Sculptra ได้ทุกคนหรือไม่
A: สำหรับการฉีด Sculptra ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี, หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร, ผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง, ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเกิดการอักเสบในตำแหน่งที่ทำ, ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเม็ดเลือดและภาวะเลือดไหลผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว, ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือก, ผู้ที่มีประวัติการแพ้ PLLA เป็นต้น
Q: Sculptra ต่างกับการฉีด Filler ไหม?
A: การฉีด Filler และ Sculptra แตกต่างกันที่วิธีการ ผลลัพธ์ และตัวยาที่ใช้ โดย Filler จะใช้เป็นสารกลุ่ม HA หรือ Hyarulonic Acid ใช้ในการเติมเต็มบริเวณที่ต้องการ สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่ไม่ช่วยในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนของชั้นผิว นิยมเติมกันเป็นบริเวณๆ ในขณะที่ Sculptra จะเป็นสารกลุ่ม PLLA ที่ช่วยในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ใช้วิธีการฉีดทั่วหน้าเพื่อให้เกิดการสร้างโครงสร้างผิวทั้งหมด ผลลัพธ์จะไม่เห็นในทันทีต้องใช้เวลาในการสร้างประมาณ 4-8 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นความต่างสำคัญจึงอยู่ที่ Sculptra ให้ผลลัพธ์แบบองค์รวมในขณะที่ Filler ช่วยเติมเต็มในจุดที่ต้องการ
Q: ฉีด Sculptra ไปแล้วมีผลข้างเคียงอะไรไหม?
A: หลังทำหัตถการเสร็จอาจมีอาการปวด บวม หรือเป็นรอยแดงบริเวณที่ฉีดได้ โดยสามารถหายไปเองใน 2-3 วัน
Q: ฉีด Sculptra เสร็จแล้วทำหัตถการอื่นต่อได้เลยไหม?
A: หลังการฉีด Sculptra แนะนำเว้นระยะ 2-4 สัปดาห์ก่อนที่จะไปทำหัตถการอื่นๆ โดยปรึกษาแพทย์ผู้ทำหัตถการเพิ่มเติมสามารถทำหัตถการที่ต้องการได้หลังเว้นระยะกี่สัปดาห์ เนื่องจากแต่ละหัตถการสามารถส่งผลต่อ PLLA ใน Sculptra ได้แตกต่างกัน
สรุป
Sculptra เป็น Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว โดยมีสาร PLLA เป็นองค์ประกอบหลัก ช่วยให้ผิวยกกระชับ และฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการการดูแลครอบคลุม ไม่ต้องทำหัตถการบ่อย และได้ผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ โดยให้ผลลัพธ์นานถึง 2 ปี ตัวยามีความปลอดภัยได้รับการรับรองจากทั้ง US FDA และอย.ไทย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและปรึกษาแพทย์ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยเพิ่มเพื่อน Line: @behapwellness



